ว่าด้วยทฤษฎี “ โซ่
“
หลายคนอาจคิดว่าโซ่มันจะเกี่ยวอะไรกับความรักดังนั้นวันนี้จะมาเปรียบว่าโซ่คือสายเหล็กหนักที่กุมไว้ที่ข้อมือของคน
สองคน
ทฤษฎี “ โซ่สลับด้าน“
การที่เราใช้โซ่ผูกมัดที่ข้อมือนั้นแน่นอนว่า แน่นหนามากและหนักพอสมควร
การที่เราผูกโซ่ไว้กับข้อมือของเราสองคน แน่นอนอย่างยิ่งที่เราจะต้องสลับมือกัน
เช่น เราผูกมือข้างซ้ายแต่อีกฝ่ายต้องผูกด้านขวา เพื่อที่จะเดินด้วยกันได้ถนัด
ข้อดีของโซ่ที่ผูกนั้นคืออะไร ?
คำตอบคือ ถ้าคนใดคนหนึ่งดันล้ม
หรือ เดินช้าไปโซ่ก็จะหยุดไว้ในความยาวที่สามารถยาวได้
ถ้าโซ่ยาวก็อาจไปหยุดค่อนข้างยาว แต่ถ้าโซ่สั้นก็หยุดไม่ไกลนัก
ในทางเดียวกันการที่เรามีคู่เราก็ต้องการที่จะช่วยเหลือเขาและเดินไปพร้อมกัน
ทฤษฎี “
โซ่ด้านเดียวกัน “
การที่เราผูกโซ่ด้านเดียวกันนั้นหมายถึง
ฉันผูกด้านขวาและเธอผูกด้านขวา แน่นอนว่าไม่มีทางเดินได้ด้วยกันสะดวก
หรืออาจไปขัดข้อมือของอีกฝ่าย
แสดงถึงการที่เดินไปด้วยกันแต่กลับต้องมีสิ่งของหรืออะไรกีดกันอยู่เป็นโซ่ที่รอวันที่จะขาด
แต่ในทางกลับกัน ถ้าจะเดินสะดวกขึ้นก็ต่อเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดินถอยหลังแน่นอน
แสดงให้รู้ว่าการที่คุณเดินกับใครถึงจะสบายแค่ไหนสะดวกยังไง
มันก็เห็นแค่แผ่นหนังอันเย็นชา เหมือนกับการรอฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่รอให้อีกฝ่ายตัดโซ่ออก
แต่ถ้าฝ่ายที่เดินหน้ามีความอดทนมากพอที่จะดึงโซ่ต่อไป ยังวันใดวันหนึ่งก็ฝ่ายที่เดินถอยหลังก็ต้องล้มอยู่ดี
และฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ต้องเป็นฝ่ายที่ตัดโซ่ออก
ทฤษฎี
“ โซ่ที่ข้างเดียว “
ทฤษฎีโซ่นี้อาจจะเป็นทฤษฎีโซ่ที่เจ็บที่สุด
การที่เราตัดโซ่ของทั้งสองฝ่ายออกจากกันนั้นหมายถึงความรักได้จบลงแล้ว
แต่ในทางเดียวกันฝ่ายไหนแกะโซ่ที่ผูกออกได้ก่อนก็จะไม่หนัก แต่ฝ่ายใดที่ไม่ยอมแกะโซ่ก็ต้องทุกข์ทนที่จะหนักต่อไป
อีกด้านหนึ่งถ้าฝ่ายใดที่แกะโซ่ไปแล้วแน่นอนว่าไม่เศร้าในเรื่องเดิมๆและจะไม่หนักในเรื่องเก่าๆ
อีกฝ่ายที่ไม่ยอมแกะและไม่ยอมปล่อยโซ่ที่หนักและรัดกุมไว้แน่นก็จะทำให้ข้อมือรับน้ำหนักของโซ่ไว้หนักจนเกินไปทำให้จมอยู่กับเรื่องเดิม
ถ้าโซ่หนักก็มีโอกาสที่จะลุกไม่ขึ้นอีกเลย.... By Space Dragon
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น