วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ทฤษฎีโซ่

          ว่าด้วยทฤษฎี โซ่
          หลายคนอาจคิดว่าโซ่มันจะเกี่ยวอะไรกับความรักดังนั้นวันนี้จะมาเปรียบว่าโซ่คือสายเหล็กหนักที่กุมไว้ที่ข้อมือของคน สองคน
            ทฤษฎี โซ่สลับด้าน
            การที่เราใช้โซ่ผูกมัดที่ข้อมือนั้นแน่นอนว่า แน่นหนามากและหนักพอสมควร การที่เราผูกโซ่ไว้กับข้อมือของเราสองคน แน่นอนอย่างยิ่งที่เราจะต้องสลับมือกัน เช่น เราผูกมือข้างซ้ายแต่อีกฝ่ายต้องผูกด้านขวา เพื่อที่จะเดินด้วยกันได้ถนัด ข้อดีของโซ่ที่ผูกนั้นคืออะไร ? คำตอบคือ ถ้าคนใดคนหนึ่งดันล้ม หรือ เดินช้าไปโซ่ก็จะหยุดไว้ในความยาวที่สามารถยาวได้ ถ้าโซ่ยาวก็อาจไปหยุดค่อนข้างยาว แต่ถ้าโซ่สั้นก็หยุดไม่ไกลนัก ในทางเดียวกันการที่เรามีคู่เราก็ต้องการที่จะช่วยเหลือเขาและเดินไปพร้อมกัน
          ทฤษฎี โซ่ด้านเดียวกัน
          การที่เราผูกโซ่ด้านเดียวกันนั้นหมายถึง ฉันผูกด้านขวาและเธอผูกด้านขวา แน่นอนว่าไม่มีทางเดินได้ด้วยกันสะดวก หรืออาจไปขัดข้อมือของอีกฝ่าย แสดงถึงการที่เดินไปด้วยกันแต่กลับต้องมีสิ่งของหรืออะไรกีดกันอยู่เป็นโซ่ที่รอวันที่จะขาด แต่ในทางกลับกัน ถ้าจะเดินสะดวกขึ้นก็ต่อเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดินถอยหลังแน่นอน แสดงให้รู้ว่าการที่คุณเดินกับใครถึงจะสบายแค่ไหนสะดวกยังไง มันก็เห็นแค่แผ่นหนังอันเย็นชา เหมือนกับการรอฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่รอให้อีกฝ่ายตัดโซ่ออก แต่ถ้าฝ่ายที่เดินหน้ามีความอดทนมากพอที่จะดึงโซ่ต่อไป ยังวันใดวันหนึ่งก็ฝ่ายที่เดินถอยหลังก็ต้องล้มอยู่ดี และฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ต้องเป็นฝ่ายที่ตัดโซ่ออก
          ทฤษฎี โซ่ที่ข้างเดียว
          ทฤษฎีโซ่นี้อาจจะเป็นทฤษฎีโซ่ที่เจ็บที่สุด การที่เราตัดโซ่ของทั้งสองฝ่ายออกจากกันนั้นหมายถึงความรักได้จบลงแล้ว แต่ในทางเดียวกันฝ่ายไหนแกะโซ่ที่ผูกออกได้ก่อนก็จะไม่หนัก แต่ฝ่ายใดที่ไม่ยอมแกะโซ่ก็ต้องทุกข์ทนที่จะหนักต่อไป อีกด้านหนึ่งถ้าฝ่ายใดที่แกะโซ่ไปแล้วแน่นอนว่าไม่เศร้าในเรื่องเดิมๆและจะไม่หนักในเรื่องเก่าๆ  อีกฝ่ายที่ไม่ยอมแกะและไม่ยอมปล่อยโซ่ที่หนักและรัดกุมไว้แน่นก็จะทำให้ข้อมือรับน้ำหนักของโซ่ไว้หนักจนเกินไปทำให้จมอยู่กับเรื่องเดิม ถ้าโซ่หนักก็มีโอกาสที่จะลุกไม่ขึ้นอีกเลย....   
        By Space Dragon